Profilo di p E t i T*pEtiT* */\ U I\/I*FotoBlogElenchi Strumenti Guida

p E t i T A U M

Professione
Località
Interessi

*pEtiT* */\ U I\/I*

ฝันนั้นล่องลอย ดุจหิ่งห้อยแสงริบหรี่~*
07 marzo

Let me ask all of you a question.

"Let me ask all of you a question." คุณครูสาวพูดกับเด็กๆ ชั้นประถมห้องหนึ่ง

你的幸福是什么?

 

"Hey! What is your happiness?" เธอพูดกับเด็กชายแถวหน้า

"เอ่อ...ความสุขของผมก็คือการได้เตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ครับ"

 

จากนั้น เธอก็หันมาหาเด็กหญิงอีกคน 小姐,你的呢?

"It must be playing dolls with a lot of friends." เด็กหญิงพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง

เด็กผู้หญิงหลายคนหัวเราะคิกคัก ชอบใจ

 

真的吗?” "เด็กๆ เห็นด้วยกับเพื่อนไหมค่ะ" 好不好?

好!” Everybody answered.

-----------------------------------------------------------------------------------------------

I'll give you two choices.

 

One, enjoy your simple life.

Two, struggle for you ideal life.

Let's choose!

 

Wow! Ideal life sounds great, doesn't it? It must be worth-struggling.

But are you sure you would not be tired in the middle?

 

Then, look at your first choice. Maybe, it sounds boring.

Anyways, you can still make your simple life be the ideal one on its simple way.

Don't you think?

 

*ฝันไกล

พฤษภาคม 2550

19 gennaio

บันทึกรักถึงหมาตัวนี้

DSCN3632use
....
.......
ครั้งแรก ที่เราเจอกัน แกนิสัยไม่ดีสักนิด
แต่ทำไมน้า ฉันถึงอยากเข้าใกล้แกมากกว่านี้
.......
....
แกจะกัดฉันด้วย น่าโมโหที่สุด
คนอื่นเค้าว่าแกนิสัยไม่ดีที่สุดในคณะแล้วนะ รู้ตัวบ้างป่าว
....
.......
แกไม่สนใจฉันเลย แต่ยิ่งคนอื่นไม่ชอบหน้าแกมากเท่าไหร่
ฉันก็ยิ่งรักแกมากขึ้นเท่านั้น =)
.......
....
ของแบบนี้ มันต้องมีของแลกเปลี่ยน ใช่ม้า
เพื่อแกเลยน้า เอาไป 1 ไม้ :)
....
.......
"ชอบกินน้ำเย็นหรอ เอาเลย เดี๋ยวกดให้ มานี่เร็ว มาสิ"
.......
....
ทำไมห่างเหินกันอีกแล้วล่ะ ตามใจทุกอย่างแล้วนะ
เหนื่อยแล้ว ทำยังไงถึงจะได้อยู่ในใจแกบ้าง
บอกฉันหน่อยสิ
....
.......
ทำไมหัวแกถึงยุบแบบนี้ล่ะ ไปถามพี่ๆ
พี่บอกว่าแกเคยถูกคนทำร้ายมา
โดนตีจนกะโหลกยุบเลย
.......
....
ฉันรู้แล้ว ทำไมแกนิสัยไม่ดี
ระแวงสิ่งมีชีวิตอย่างฉันขนาดนี้เลยหรอ
"คน" มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกนะ
....
.......
"เบี้ยวๆ มานี่เร็ว" ฉันลูบหัวแกทุกครั้งที่เราเจอกัน
"เอ๊ะ ผอมลงรึป่าวฮะเรา"
.......
....
"แกๆ ดูไอ้เบี้ยวดิ มันผอมลงผิดปกติป่าวว่ะ"
....
.......
"ไอ้อุ้ม แกดูไอ้เบี้ยว มันใกล้ตายแล้ว
เนื้อแทบไม่มีหุ้มกระดูก"
.......
....
ทำไมไม่กินล่ะ ซื้อข้าวมาให้นะ กินหน่อยน้า นะ
"เย้! เบี้ยวกินแล้ว"
....
.......
ค่อยดูดีขึ้นหน่อย ฉันเคยบอกแกรึยังว่า ตาแกสวยมากเลยนะ
"เอ.. แต่เป็นต้อกระจกรึป่าวเนี่ย"
.......
....
"เร็วๆ อุ้ม รีบไปเร็ว เด๊ยวไม่ทัน"
ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก สวบ สาบ แผละ แปะ พรืด แปะ พรืด...
"อุ้มแกล้งเบี้ยวอ่อ แกขัดขามันล้มแหละเลย"
"เบี้ยวจ๋า แม่ขอโทษ ลุกขึ้นเร็ว ฮึบ..."
....
.......
"เบี้ยว มานี่มะ เร็ว"
ต๊อก แต๊ก ต๊อก แต๊ก
"ไอ้เบี้ยวน่ารักเนาะ ตอนแรกนิสัยเสียน่าดู"
.......
....
ตาแกเป็นอะไรนะ ขี้ตาเต็มเลย เดี๋ยวนะ
เดี๋ยวไปเอาทิชชูมาเช็ดให้ อบู่เฉยๆ สิ แปบนึง
โอเค ออกแล้ว เป็นไงบ้าง
....
.......
มีขี้ตาอีกแล้ว แปบนึงๆ เอ ทำไมมีอะไรคลุมตาแกด้วยล่ะ พวกแกดูดิ
.......
....
"เบี้ยว มากินน้ำมา"
"เบี้ยว ฉันซื้อมาฝาก"
"เบี้ยว แม่มาแล้ว"
"กาเบี้ยว!"
....
.......
"แก เอาไอ้เบี้ยวไปหาพี่หมอกัน"
"ไปดิ แกจ่ายหมดเลยใช่ม้า"
.......
....
สภาพแกเหมือนแย่ลงทุกวันเลย อย่าเป็นอะไรเลยนะ
....
.......
"อุ๊ย! ตาเบี้ยวเป็นอะไรอ่ะ อุ้มมาดูดิ"
ขี้ตาปิดตาหมดแล้ว เดี่ยวเช็ดให้นะ
อยู่เฉยๆ ขอเช็ดให้หมดนะ
.......
....
"เฮ้ย อุ้ม ซื้อลูกชิ้นให้ใครเนี่ย"
"ไอ้เบี้ยวไง ไอ้อุ้มจะซื้อให้ใคร เพื่อนอ่ะไม่เคยหรอก ให้แต่หมา"
....
.......
"เบี้ยว! ไปหาแม่แกนั่น มาแล้ว"
"ลูกชิ้นให้ใครน่ะ คนหรือหมา"
"ก็ทั้งสองนั่นแหละ กินด้วยกัน"
.......
....
ฉันไปสืบประวัติแกมาด้วย แกมาอยู่ที่นี่ก็ 2 ปีแล้ว
เขาว่ากันว่า ตอนแรก แกวิ่งวุ่นทั่วเลย
....
.......
"เบี้ยวหรอ ก็เป็นที่ตานั่นแหละ ขาด vitamin A มั้ง
แล้วก็มี blood parasite เยอะ เพิ่งเป็นไตเมื่อปีที่แล้ว
ตับก็เริ่มพัง อ่อ มีโรคระบบประสาทอีกแน่ะ"
.......
....
"พี่ฉันว่า มันเป็นหัดด้วยนะ
ที่ขาหลังมันชอบกระตุกบ่อยๆ ไง"
....
.......
ฉันมีโอกาสหยอดตาให้แกด้วย เป็นเด็กดีนะ
กระจกตาแกฉีกหรอ บุ๋มลงไปเลย
.......
....
"อุ้ม เพื่อนแก ไอ้เบี้ยว ทุกวันนี้ ดูไม่ได้เลย โทรมได้อีก"
....
.......
"เห้ย แกว่าไอ้เบี้ยวจะอยู่ได้อีกนานม่ะ"
"ให้มันตายๆ ไปเถ้อ อยู่ไปก็เปล่า"
.......
....
เข้มแข็งไว้นะเบี้ยว ฉันรักแกนะเบี้ยว
กาเบี้ยวที่รัก
....
.......

ตอนนี้เบี้ยวก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่สภาพไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
เบี้ยวเป็นหมาที่ผอม ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งผอม ผิดกับหมาอีกหลายๆ ตัวที่คณะ

มะเดี่ยว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยป๊อปแล้ว เพราะ มีคดีเยอะ กัดคน อารมณ์เสียเป็นที่หนึ่ง
ดัมมี่ หุ่นเพรียวขึ้น แต่ขึ้นชื่อว่ากระแดะที่สุด
นิโคล สาวแก่ น่ารักเหมือนเก่า แม่มะเดี่ยว
แมทธิว หมาบวมน้ำ โรคเยอะ พี่ๆ โอ๋เยอะ น่าสงสาร
กาแฟ หมาสามขาที่อารมณ์ดี แต่ไม่ถูกกับผู้ชายหน่อยๆ
กระจง ผอมเพรียว หน้าเชิด สมเป็นกระจง
อ้วน อ้วนยังไงก็ยังนั้น นี่ก็สามขาเหมือนกัน
น้ำตาล ไม่เคยเข้าใกล้ได้เลย ตัวนี้นะ
และ หมาลานจอดรถอีกหลายตัวที่ไม่ได้กล่าวถึง
 
ปล. บันทึกรักถึง หมาตัวนี้ ยังไม่จบ แต่สำหรับ หมาตัวนั้น จบลงแล้ว
 
*ฝันไกล ฝันนี้แด่เธอ กาเบี้ยวที่รัก
12 ottobre

ผลพวงจากการเรียนแอนแซคมากไป

แอนแซค หรือ ถ้าจะให้ฟังดูดีกว่านี้ก็คือ Animal Science and Technology
อย่าลืมออกสำเนียงตรงตาม accent ล่ะ เพื่อความดูดียิ่งขึ้น
"วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านสัตว์" นั่นคือ ชื่อภาษาไทยมัน
 
เหตุเกิดเมื่อกำลังเรียนกับป้าไก้อยู่ การเลี้ยงไก่คาบแรกเลย
ป้าไก่เอาคลิปมาให้ดู ไม่ใช่คลิปโป้นะตัว แต่เป็นคลิปไก่กุ๊กกุ๊ก
 
ในจอก็พูดไปเหอะ เลี้ยงไก่อย่างนู้น อย่างนี้ ป้าไก่แกก็พูดไปเหอะ อย่างนี้ อย่างนั้น
แต่ชั้นดันคิดไปเหอะ อย่างนั้น อย่างโน้น 555 ไม่ได้วกเข้าคลิปโป้นะเฟ้ย

ชั้นกำลังคิดถึงอันนี้ต่างหาก
Animal Rights / Animal Welfares
ฟังดูยิ่งใหญ่ชอบกลเนาะ
 
รู้รึเปล่า เดี๋ยวนี้การเลี้ยงไก่ เขาไม่เลี้ยงกันตามทุ่งแล้วน้า
ถ้าเลี้ยงกันเป็นธุรกิจนะ เขาต้องเลี้ยงในโรงเรือนแบบ Evaporative Cooling System
อย่าลืมออกสำเนียงตรงตาม accent ล่ะ อิอิ

ในโรงเรือนโรงนึง มีไก่ตั้งเป็นแสนตัวแนะ
ทุกอย่างควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และใช้คนคุมคอมพิวเตอร์อีกคนเดียวเอง
คิดดู สุดยอดขนาดไหน ถึงแม้มันจะสุดยอดขนาดนั้น แต่ชั้นก็อดนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้
 
ถ้าลองคิดดู สมมติว่า สมมตินะ เราเป็นไก่ตัวนึงในนั้นล่ะ อะไรมันจะเกิดขึ้น
 
...ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ ไม่ได้เห็นดวงจันทร์ ไม่ได้มองท้องฟ้า ไม่ได้เหยียบพื้นดิน
ทุกๆ วัน มีสายตาเป็นแสนคู่อยู่รอบตัว มีน้ำพร้อมดื่ม อาหารพร้อมถูกจิกกิน มีดินทรายปลอมๆ อยู่ใต้เท้า
ชีวิตมีแค่ กิน ขี้ นอน กิน ขี้ นอน (อ่อ ออกไข่ด้วย)... เหมือนเป็นตัวละครที่เขาให้บทมา ทำตามบทได้แค่นั้น
แสงอาทิตย์ที่สดใสถูกแทนที่ด้วยไฟนีออนดวงโต หนอนตัวดื้บๆ กลายเป็นเม็ดอาหารสำเร็จรูปรสชาติเฝื่อนๆ
กรอบชีวิตมีฝาขาวๆ กั้น 4 ด้าน เสรีภาพมันก็แค่นี้แหละ ไม่รู้ว่าวันไหนจะได้ออกจากกรอบนี้
ชีวิตเกิดมาเพื่อแค่นี้หรือ ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก มาวันหนึ่งเขาก็พาเราออกไป แล้วความทรงจำเราก็หยุดเพียงเท่านั้น
ลาก่อน โลกที่ไร้จิตใจ...
 
 birdsflue2loosehenT054467A
 
SONG OF THE BATTERY HEN
 
We can't grumble about accommodation:
We have a new concrete floor that's
Always dry, four walls that are
Painted white, and sheet-iron roof
The rain drums on. A fan blows warm air
Beneath our feet to disperse the smell
Of chickenshit and, on dull days,
Fluorescent lighting sees us.
 
You can tell me: if you come by
The North door,I am in the twelfth pen
On the left-hand side of the third row
From the floor; and in that pen
I am usually the middle one of three.
But even without directions, you'd
Discover me. I have the same orange-
Red comb, yellow beak and auburn
Feathers, but as the door opens and you
Hear above the electric fan a kind of
One-word wail, I am the one
Who sounds loudest in my head.
 
Listen. Outside this house there's an
Orchard with small moss-green apple
Trees; beyond that, two fields of
Cabbages: then, on the far side of
The road, a broiler house. Listen;
One cockerel crows out of there, as
Tall and proud as the first hour of the sun.
Sometimes I stop calling with the others
To listen, and I wonder if he hears me.
The next time you come here, look for me.
Notice the way I sound inside my head.
God made us all quite differently,
And blessed us with this expensive home.
 
EDWIN BROCK (1927-1997)
 
"Man is the only animal that can remain on friendly terms
with the victims he intends to eat until he eats them"
SAMUEL BUTLER
 
*ฝันไกล คงได้แต่ฝัน ณ ตอนนี้
01 giugno

เด็กพุงกลม

คือ ได้มีโอกาสหาของในชั้นไง ก็เลยเจอกระดาษแผ่นนี้อยู่
ความจริง ตั้งแต่เราได้กระดาษแผ่นนี้มา เราก็สัญญากับผู้ที่มีเมตตาจิตให้กระดาษแผ่นนี้ไว้
"ฉันจะเอาอันนี้ลงบล็อกนะ ไปอ่านได้ หึหึหึ"
แต่เราก็ไม่ได้เอาลงบล็อกตามสัญญานั้น
มาวันนี้เราเลยถือโอกาส ฤกษ์งามยามดี เอามาลงซะเลย =)
 
เด็กพุงกลม ประพันธ์โดย จูนสเลนเด้อค่ะ
ในวันที่ยี่สิบกรกฎาคม                    เด็กพุงกลมได้ลืมตาดูโลกนี้
ชีวิตเธอน่าสนใจอย่างไรนี่                      จูนคนนี้จะมาเล่าเจ้าจงฟัง
เริ่มที่เธอนั้นสุดแสนจะประหยัด         กระดาษตัดจากอะไรเธอเก็บหมด
ดินสอเขียวแท่งเดียวตลอดศก                 สุดแสนงกขนาดนี้ไม่มีจน
ในห้องเรียนนั่งหลับไม่เคยเว้น          พอตอนเย็นค่อยตื่นมาทำการบ้าน
แต่พอถามกลับตอบได้ทุกทุกงาน              จึงกล่าวขาน "อัจฉริยะข้ามคืน" ตัวจริง
ถึงแม้การเรียนของเธอจะดีเลิศ         แต่กิจกรรมก็ประเสริฐไม่ใช่เล่น
เป็นกรรมกรนักเรียนทำงานไม่มีเว้น             แทบไม่เห็นเธอตอนพักกลางวัน
แต่ถึงแม้ข้อดีเธอเยอะอย่างนี้          ข้อเสียก็ใช่จะไม่มีให้เห็น
แค่ "สังเกต" ยังสะกดไม่ค่อยเป็น              ชอบเขียนเป็น "สังเกตุ" อยู่ร่ำไป
นอกจากนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออก           ก็แหมอุ้มน่ารักออกเป็นไหนไหน
ใครจะว่าเธออ้วนช่างปะไร                      ถึงยังไงฉันก็รัก "อุ้มพุงกลม"
ถึงแม้อุ้มจะหลงรัก ตื้ด ตื้ด ตื้ด         ฉันไม่เคยขัดแย้งคอยช่วยเหลือ
แม้ว่าเขาจะ ตื้ด ตื้ด อย่างเหลือเชี่อ             อุ้มยังเหลือความหวังอยู่ในใจ
อุ้มยังหวังจะได้ใจ ตื้ด มาครอง         ทั้งที่รู้มีคนจองตั้งแต่ไหน
คอยไปทำ "ตื้ด ตื้ด ตื้ด" อยู่ร่ำไป              หวังสักวันได้ครองใจของ ตื้ด ตื้ด
ที่พูดมาสองบทก่อนฉันล้อเล่น         อย่างที่เห็นอุ้มน่ะรักหนุ่มฝรั่ง
อยากรู้มั้ยว่าใครคือคนนั้น                      เชิญไปเอามือถือมันมากดดู
สิงสถิตอยู่หน้าจอมาปีกว่า              ตั้งแต่ซื้อเครื่องมาใหม่ด้วยซ้ำ
ไม่เคยเปลี่ยนหนุ่มตาฟ้าหัวดำ                  โดน ตื้ด ตื้ด กำหัวใจไว้ทั้งดวง
อ่านอ่านไปเหมือนติงต๊องอยู่อย่างนั้น  จริงจริงแล้วอุ้มคนนี้มีความฝัน
อยากจะเป็นสัตวแพทย์อยุ่ทุกวัน               ซึ่งตัวฉันก็ว่าเข้ากับมันดี
ตอนที่ไปทัศนศึกษาด้วยกัน            คุณอุ้มมันชอบไปลูบหัวหมาบ้า
พวกเรานี่วิ่งหนีจนเมื่อยล้า                      มีอุ้มกล้าเล่นกับหมาอยู่คนเดียว
ถึงดูเหมือนเราเขียนเรื่องติงต๊อง        แต่ทุกคำทุกอักษรกรองจากใจ
อยากให้อุ้มช่วยรักษามันเอาไว้                เป็นเพื่อนกันตลอดไป "ยัยหัวฟู"

อ่อ ไอ้ ตื้ด ตื้ด อ่ะ มันคือ เซ็นเซอร์ โอเค้ 555

*ฝันไกล ชั้นรักแกว่ะ 

 
ปล. สุขสันต์วันเกิดนะย่ะหล่อน ขอบคุณมากๆ นะแก
มีความสุขมากๆ นะ มีไรโทรมานะ อยากฟังเสียงแกบ่อยๆ
ส่วนของขวัญไว้ก่อนล่ะกัน เอิ้กๆๆๆ
15 aprile

เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

(ลี่กั๊กเขียน Entry นี้เองนะค่ะ)
 
สวัสดีค่ะ ทุกคน ลี่กั๊กกลับมาอีกครั้งค่ะ
สำหรับผู้ที่พลาดการรู้จักกับลี่กั๊กในตอนแรก ขอเชิญชวนไปทำความรู้จักกับลี่กั๊กก่อนได้ที่นี่นะค้า
http://petitaum.spaces.live.com/blog/cns!6166852AFAF3D9F2!221.entry
 
วันนี้ลี่กั๊กมีอะไรจะมาระบายให้ทุกคนได้ทราบถ้วนหน้ากัน
คือว่า ...ลี่กั๊กคิดถึง คิดถึงใครคนหนึ่งม้ากมาก
แต่ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี
 
เราได้รู้จักกันแค่ประมาณ 1 อาทิตย์เท่านั้นเอง
แล้วหลังจากนั้น เราก็ได้เจอกัน 2-3 ครั้ง ได้คุยก็ไม่กี่คำ
ต่อมาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ไม่เลยจริงๆ ข่าวคราวก็เงียบหาย
เรียกได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นแทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลาทีเดียว
 
ถ้าใครนึกความรู้สึกไม่ออก
ลี่กั๊กขอแนะนำให้ฟังเพลง ความทรงจำสีจางๆ ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน
ฟังแล้วจะได้อารมณ์มากมายเลย
แต่เรื่องของลี่กั๊กคงไม่ลึกซึ้งขนาดเทียบเท่าเรื่องของเจี๊ยบกับน้อยหน่าหรอกค่ะ
(หนังเรื่องนี้ทำเอาลี่กั๊กสะอึกไห้ สำลักน้ำตากันเลยทีเดียว)
 
เอาเป็นว่า เราได้รู้จักครั้งแรก ในโบกี้ตู้นอนของรถไฟสาย กรุงเทพ-เชียงใหม่ (ด่วนพิเศษ)
ที่กำลังเคลื่อนออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพง เวลานั้นเป็นเวลาเย็นๆ แล้ว
พระอาทิตย์กำลังตกดิน แสงสีส้มลอดช่องหน้าต่างให้เห็นรำไร
ตอนนั้น เราสองคนยังเป็นเพียงเด็กหญิงและเด็กชายตัวเล็กๆ
ลี่กั๊กตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกของชีวิตที่ได้นั่งรถไฟ ปู้นๆๆๆ
และที่สำคัญ เธอก็ไม่เคยไปเชียงใหม่มาก่อน ไม่รู้ว่าเชียงใหม่นี่หน้าตาเป็นยังไงนะ
 
เพื่อนๆ รอบข้างกำลังส่งเสียงดังเจี้ยวจ้าว (มันเป็นแคมป์นะค่ะ แคมป์เรียนภาษาอังกฤษ)
ลี่กั๊กจำไม่ได้แล้วว่าเรารู้จักกันได้ยังไง รู้แต่ว่า ลี่กั๊กได้ยืมหนังสือการ์ตูนเรื่องโคนันจากเขามาอ่านแก้เบื่อ
ตู้นอนของเขาอยู่ถัดจากลี่กั๊กน่ะค่ะ เราเลยได้มีโอกาสคุยกันบ้าง
ลี่กั๊กรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่เขาหยิบยื่นให้มากเลย เลยขอยืมการ์ตูนมาอีกเล่มสองเล่ม
เป็นโคนันภาคพิเศษด้วยนะค่ะ ลี่กั๊กไม่เคยอ่านมาก่อนเลย
 
เขาเป็นคนร่าเริงมาก ชอบทำตัวเองเป็นที่หัวเราะ (เอ๊ะ หรือว่าเป็นลี่กั๊กคนเดียวที่หัวเราะเขา)
มีนิสัยแก่นกระโหลก จนบางครั้งก็ถึงขนาด "กวนตีน" กันนี่หว่า สรุปคือ เขาตลกมากเลย
ลี่กั๊กยิ่งชอบคนประเภทนี้อยู่ด้วย เลยอยากจะรู้จักเค้าให้มากขึ้น
 
คืนแรกบนตู้รถไฟ เค้านอนข้างบนเหมือนลี่กั๊กเลย ฮิฮิฮิ
ลี่กั๊กแกล้งปาขวดน้ำเข้าไปในตู้นอนเค้าด้วยแหละ 555 สะใจๆ
พอเค้าโผล่หน้าออกมา ลี่กั๊กก็ทำหน้าใสซื่อที่สุด แต่เขาคงรู้แหละ ว่าลี่กั๊กแกล้งเขา อิอิ
เขายิ้มให้ลี่กั๊กด้วยนะค่ะ แล้วก็เข้าไปนอนต่อ
 
ตอนเช้า พอลงรถไฟแล้วต่อรถบัส ลี่กั๊กก็ตระหนักได้ว่า
โคนันของเขาหายไปไหนไม่รู้เล่มนึง ลี่กั๊กขอโทษเค้าเป็นการใหญ่เลย
รู้สึกผิดมากๆๆ หน้าเค้าแทบไม่กล้ามองเลย มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากอ่ะ
(ไม่รู้ ตอนนี้เขาจะยังโกรธลี่กั๊กมั้ยนะ)
 
แต่วันต่อๆ มา เราก็เล่นด้วยกันในแคมป์นะ ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน
แต่พอเวลารวมกลุ่มทุกคน ลี่กั๊กก็ได้นั่งใกล้กับเค้าด้วยแหละ
มีอยู่ เย็นวันนึง ลี่กั๊กถูกยุงกัดเข้ามา มันคันมากเลย
ลี่กั๊ก เกา เกา แล้วก็เกา มันก็ยังคันอยู่ดี
ลี่กั๊กเลยตีตัวเองตรงรอยยุงกัด ตีแรงด้วย ให้มันแสบแทนที่จะคัน (ชอบความรุนแรงรึเนี่ย ลี่กั๊กจ๋า)
เขาถามลี่กั๊ก ว่าทำไมถึงตีตัวเองอย่างนั้นล่ะ แดงหมดแล้ว ลี่กั๊กก็บอกไปว่ามันคัน
เขาก็ถามต่อว่า ให้เราช่วยตีด้วยมั้ย หน้าตาแบบหวังดีสุดๆ กวนมากมาย
 
หลังจากกลับค่าย ลี่กั๊กกับเพื่อนได้โทรไปหาเค้าด้วยแหละ ได้คุยกันนิดหน่อย
แล้วก็เจอกันแถวรร.บ้าง อ่อ ลืมบอกไปว่ารร.เราอยู่ใกล้กันแค่ข้ามถนน 2 เลนเล็กๆ ในซอยซอยหนึ่งบนถนนสีลม
แต่ พอปีนั้นผ่านไป ลี่กั๊กก็ข้ามไปรร.ที่อยู่อีกที่นึง
และจากนั้นมา เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย
 
เฮอ (ลี่กั๊กถอนหายใจ) เรื่องมันก็มีแค่นี้แหละค่ะ
 
*ฝันไกล (ของลี่กั๊กนะ)
 
ปล. ไม่รู้ว่าลี่กั๊กจะได้เจอเขาอีกมั้ยนะ แต่ลี่กั๊กว่าลี่กั๊กเก็บเค้าไว้แบบนี้ดีแล้วล่ะ
ภาพเขาในแบบของเด็กป.6 เหมาะกับลี่กั๊กที่สุดแล้ว
 
[เฮอ เจ้าของสเปสถอนหายใจบ้าง จบแล้วหรอจ๊ะ ลี่กั๊กจ๋า
งั้น เพื่อนๆ จ๋า ไปเที่ยวกันเถ้ออออ
ทริปดูหิ่งห้อย ปลูกป่าชายเลน เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา
เดือนพฤษภาคมนี้ ที่สมุทรสงครามจ้า]
 
...ลี่กั๊กไปด้วยคนนะ ฮิฮิฮิ...
26 marzo

บอกเล่าเรื่องราวจากห้วยกุ่ม

เรื่องราวในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการย้ำ ย้ำเตือนความเชื่อ ความหวังของเราทีเดียว
ต้นไม้ในใจเราอาจไม่ได้ถูกปลูกขึ้นที่นี่ แต่ที่นี่ได้ใส่ปุ๋ย รดน้ำพรวนดินให้เรา
ดึงวัชพืชออกให้ ที่นี่ได้ทำให้รากต้นไม้ในใจเราหยั่งรากลึกขึ้น ลึกขึ้น
ตอนนี้ มันไม่ใช่ต้นอ่อนต้นเล็กๆ อีกแล้ว มันเติบโตขึ้น ให้ร่มเงาแก่สิ่งข้างเคียง
และ พร้อมที่จะออกดอก ให้ผล หว่านเมล็ดสู่สิ่งอื่นๆ แล้ว
 
7 วัน มีเรื่องราวมากมายที่อยากพูด อยากบอก ถ้าให้เล่าคงเล่าไม่หมด แต่ก็มีอะไรมาฝากบ้างตามสไตล์ของเรา
 
ก่อนหน้านี้ เราเคยคิด ว่าเราเป็นคนส่วนน้อย แต่ที่นี่ทำให้เรารู้ว่า ยังมีคนอีกหลายคนอยู่ร่วมเส้นทางเดียวกับเรา
พี่คนนึงบอกว่า อย่าคิดว่าเราเป็นคนกลุ่มเล็ก คิดอย่างนั้นมันจะท้อเปล่าๆ
ถึงแม้ในความจริง พวกเรายังเป็นคนกลุ่มน้อย แต่เราก็เชื่อว่าวันหนึ่ง เราจะต้องเป็นคนกลุ่มใหญ่แน่ๆ
 
มีอยู่วันนึง เราได้พบเพื่อนเก่าที่ได้รู้จักกันใหม่ เพื่อนคนนี้เธอสีเขียว และนี่คือเรื่องราวในตอนนั้น
 
...ท่ามกลางความมืด และความไม่มั่นใจ ฉันได้พบกับเธอ เพื่อนของฉัน เราพบกัน ทักทายกัน
เธอถามฉันว่า ทำไมต้องปิดตาด้วย ไม่อยากเห็นตัวตนของเธอหรือ
ฉันอยากบอกว่า อย่าได้คิดเช่นนั้นเลย มิตรภาพไม่ได้เริ่มจากภายนอก แต่เราเริ่มกันจากภายใน
แล้วฉันก็ถามเธอว่า เธอมีเพื่อนอื่นๆ อีกไหมที่ไม่ใช่ฉัน
เธอบอกว่า "แน่สิ ฉันมีเพื่อนอีกเยอะแยะเลย ไว้โอกาสหน้า ไม่สิ โอกาศนี้แหละ นี่ไง เธอรูสึกมั้ย
มีสายลมพัดผ่าน เสียงนกร้องเบื้องบน น้ำพัดซ่าอยู่เบื้องล่าง และพื้นดินอันชุ่มชื้น นี่แหละ คือ เพื่อนของฉัน
อ่อ! เธอก็คือเพื่อนของฉันเช่นกันนะ เธอลองทำความรู้จักกับคนอื่นสิ"
ฉันหันมองรอบตัว รู้สึกได้ถึงความเป็นเพื่อนที่เธอบอก ฉันรักเธอนะ ฉันจะมาหาเธอบ่อยๆ รอฉันนะ...
"ฉันจะดูแลเธอเอง"
 
พออีกวันนึง เราได้มีโอกาสรู้จักกวางน้อยตัวนึง ความจริง เราก็เคยรู้จักกวางน้อยตัวนี้มาแล้ว
แต่พอได้มาเจอกันอีกครั้ง เรื่องของเธอก็ไม่ได้สะเทือนใจน้อยลงเลย และนี่ก็คือเรื่องราวเหล่านั้น
 
กวางน้อย...
    ฉันรู้แล้วว่าเธอต้องมีชีวิตอย่างไร มันมืดมิดเหลือเกิน มองไปทางไหนก็รู้สึกว่ามีแต่อันตรายรอบด้าน
เมื่อได้ยินเสียงปืน ฉันตกใจแทบสิ้นสติ แต่แม่ของฉันก็ยังยืนหยัดเคียงข้างฉัน พาฉันไปในที่ปลอดภัย
เธอก็เหมือนกันใช่ไหม แต่ฉันไม่รู้สึกปลอดภัยสักนิด มันเงียบเหงาเหลือเกิน ตอนที่ไม่มีแม่อยู่ข้างกาย
มือที่คอยโอบอุ้มคู่นั้น มันไม่มีอีกแล้ว ฉันได้แต่ร้องไห้เบาๆ ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะตามฉันมารึป่าว
คนอันตรายพวกนั้น ทำไมต้องทำให้แม่จากฉันไปด้วย ฉันไม่เข้าใจเลย พวกเรามีความแค้นต่อกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ทำไมน้า เธอก็ไม่เข้าใจใช่ไหม คนพวกนั้นพรากแม่ไปจากเรา พวกเขาทำให้เราต้องอยู่อย่างหวาดระแวง
ไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นคราวที่เราต้องโดนทำร้ายเหมือนแม่อีก
มาเถอะกวางน้อย เราไปด้วยกัน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะไปทางไหนต่อ
ไปให้พ้นจากคนพวกนั้น หนีไปให้ไกลนะ ไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้
ฉันจำได้ว่า แต่ก่อน เราเคยอยู่กันอย่างมีความสุข แต่ตอนนี้ ความสุขของเราอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
เมื่อคนพวกนั้นมองไม่เห็นอะไรนอกจากความโลภ สักวันพวกเขาจะทำลายตัวเขาเองโดยไม่รู้ตัว
...ไปกันเถอะ กวางน้อย...
 
หลายคนอาจสงสัย กวางน้อยอะไรว่ะ ต้องการจะสื่ออะไรรึป่าว ก็เล่าคร่าวๆ นะ
ก็มีลูกกวางตัวนึงกับแม่กวางอีกหนึ่งตัว หากินอยู่กลางป่า
ต่อมาแม่กวางถูกนายพรานยิงแล้วก็ตาย ส่วนกวางน้อยก็รอด
เรื่องมันก็มีแค่นั้นแหละ
 
วันสุดท้ายที่เราได้อยู่ในป่า พี่ๆ เขาให้เราได้ร่ำลากับธรรมชาติ อยากทำอะไรก็ทำ
เราเลยปล่อยแก๊สไปปู้ดนึง เฮ้ย ไม่ใช่แหละ แต่เราก็ปล่อยไปจริงๆ 555 แล้วก็นั่งคิดไรเรื่อยเปื่อย
แล้วก็เขียนอะไรมาได้หน่อย มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ อ่ะ ได้นั่งเงียบๆ คุยกับธรรมชาติ
พี่คนนึงบอกว่า เมื่อเราพูด ป่าจะเงียบ และเมื่อเราเงียบ ป่าก็จะพูด มันเป็นจริงอย่างรุนแรง
เมื่อเราพูด เราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากตัวเอง
แต่ถ้าเราเงียบ เราจะได้ยินเสียงของสิ่งต่างๆ มากมายที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน
และนี่ก็คือลายมือขยุกขยิกที่เราได้มา
 
แหงนหน้ามองฟ้า ก้มลงเห็นดิน เห็นน้ำ แมลงตัวน้อยบินตามกัน นกร้องเซ็งแซ่อยู่เบื้องหลัง
จักจั่นดีดปีกระงม สายลมพัดเอื่อยๆ สีที่เห็นเจนตาคือสีเขียว แสงแดดสะท้อนน้ำวิบวับ ตรงนี้ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา
ฉันรู้สึกปล่อยวางตามสบาย ที่นี่ไม่มีอะไรให้ต้องคิด ให้กังวล มันสบายเหลือเกิน ที่นี่ไม่มีพัดลม แต่ฉันก็รู้สึกเย็น
ไม่มีหนังสือ แต่ฉันก็เพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบตัว ที่นี่ฉันได้อ่านชีวิต จินตนาการความฝัน ทำความจริง
ที่นี่ฉันเป็นตัวของฉันเอง ที่นี่คือบ้านของฉัน ขอบคุณโลกที่สร้างสรรค์ที่นี่ขึ้นมา
อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างที่ฉันได้สัมผัส แล้วจะรู้ว่าสวรรค์บนพื้นดินก็มีเหมือนกัน
 
มีเพลง เพลงนึงมาฝาก เราชอบมากเลย ฟังครั้งแรก แล้ว เห้ย มันใช่อ่ะ ใช่มากๆ
 
      "...อยากอยู่กลางป่าเขา  มีร่มเงาแนวพฤกษ์ไพร
      และที่นั้น เราพอใจ สิ่งเงียบเหงา
      สัตว์ป่ายังคงร้อง  น้ำตกก้องดังไกลๆ
      และที่นั้น เราพอใจ สิ่งพบพาน
      ฉันพอใจเช่นนี้  หากจะมีใครพอใจเช่นดังฉัน
      อยากอยู่กลางป่าเขา  มีร่มเงาแนวไพรวัลย์
      นกกานั้นร้องเรียกคู่อยู่เช้าเย็น..."
 
ก็อย่างที่เพลงบอก ฉันพอใจแค่นี้ว่ะ พวกแกอาจไม่พอใจอย่างฉัน
แต่ฉันก็ดีใจ อย่างน้อยพวกแกก็รู้ว่า สิ่งไหนที่ฉันพอใจ
 
ที่นี่ เรากับเพื่อนต้องช่วยทำกับข้าวกินกันเองด้วยอ่ะ หุงข้าวเอง ไหม้บ้าง แฉะบ้างก็ต้องกินกันไป
แบบอร่อยอ่ะ รสชาติก็พื้นๆ แต่ไม่รู้ดิ กินแล้วรู้สึกดี ล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
เพื่อนๆ พี่ๆ น่ารักกันทุกคน มีอะไรมากมายแบ่งปันกัน ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา
 
แก ฉันชอบร้องเพลงอ่ะ แต่อย่างที่รู้ๆ กัน ฉันไม่เคยร้องเพลงไหนถูกคีย์เลย
บางครั้งก็ร้องนำกีตาร์ ให้ตายเถอะ ความสามารถนี้คงแก้ไม่หายแล้วล่ะ มันยากมาก 555
มาครั้งนี้ เราร้องเพลงได้อีกเยอะแยะเลย เดี๋ยวเจอกัน จะไปร้องให้ฟัง หุหุ
จำกันได้ใช่มั้ย เพลงในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เราชอบเอาไปโรงเรียนอ่ะ
 
เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดี มีโอกาสได้ฟังเพลงจากต้นฉบับจริง
พี่เปา มือกีตาร์จากสลึง เพราะมาก ทั้งดีดกีตาร์กับเป่าเม้าท์ออร์แกน สุดยอด
ถ้ามีโอกาส ปีหน้าจะกลับไปฟังอีกนะค้า เหล่าครอบครัวสีเขียว
 
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด
ครอบครัวสีเขียวของเรา ณ ห้วยกุ่ม
 
*ฝันไกล แต่ความจริงก็ใกล้แสนใกล้ ถ้าเราเลือกจะทำ
12 marzo

7 วันที่ผ่านไป...

คำเตือน Entryนี้ อาจดูแปลกไปจากที่แล้วมา
 
อาฮ่า... ในที่สุดฉันก็ค้นพบอิสรภาพใหม่หลังจากที่ต้องตรากตรำ กล้ำกลืน ฝืนทนอ่านหนังสือ
มันค่อนข้างเป็นช่วงที่ลำบากของชีวิตนะเนี่ย แต่ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยได้อ่านเลย
ฉันยังคงตื่นสายเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีการตั้งนาฬิกาปลุกไว้บ้าง แต่ฉันก็ตื่นขึ้นมาเพียงแค่ได้ปิดเสียงปลุกของมันเท่านั้น
เฮอ แทบไม่มีประโยชน์เลย และที่สำคัญ ดูเหมือนว่า พอฉันอ่านไปได้หน่อย ฉันก็จะมีข้ออ้างในการเถลไถลไม่อ่านหนังสือได้เสมอ
นั่งอยู่ดีๆ ก็ค่อยๆ คลานลงไปนอนอ่าน จากนั้นไม่นานฉันก็เคลิ้ม ให้ตายเถอะ คงนึกภาพต่อไปได้แล้วล่ะสิ ...Zzzzzz...
 
เอาล่ะๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งบ่นถึงเรื่องที่ผ่านมาอีกแล้ว
ฉันควรจะใช้เวลาที่มีค่าตอนนี้ทำอย่างอื่น สร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเองเป็นอะไรที่เข้าท่ามากในตอนนี้
ก่อนที่จะสอบเสร็จ ฉันวาดฝันจัดโปรแกรมมากมายสำหรับวันหยุดพักผ่อนหลังเอนท์เสร็จ
และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องทำโปรแกรมเหล่านั้นจริงๆ แล้วล่ะ
"ไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องกังวลกับการบ้านที่โรงเรียน ไม่ต้องคิดอะไรมาก เย้ๆๆ จะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ (จริงหรือเปล่าน้า)"
 
ผ่านมา 7 วันแล้ว หลังจากสอบเสร็จ สำหรับแผนที่ฉันได้ตั้งไว้ตอนนี้รู้สึกว่า ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
เอ... แต่อย่างน้อยฉันก็ได้ดูหนังเกาหลีจบไปเรื่องนึงแล้ว แล้วฉันก็ได้เข้าครัว ช่วยแม่ทำกับข้าวไปประมาณ 3-4 มื้อแล้ว
นั้นเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่ใช่เหรอ และตอนนี้ฉันก็กำลังดูหนังเกาหลีเรื่องนั้นอีกรอบอีกต่างหาก 55
เป็นการตัดสินใจที่เยี่ยมยอดจริงๆ เพราะ ฉันคิดว่าตัวเองหลงรักชินกูนเข้าให้แล้ว
มันอาจฟังดูประสาทหน่อยๆ ที่ฉันจะพูดว่า ฉันรู้สึกคุ้นกับชินกูนอย่างประหลาด 555
 
ฉันพูดเรื่องประสาทนี้ให้พวกแกฟัง แต่พวกแกก็กลับมองฉันอย่างกับฉันเป็นตัวประหลาด
"แกเพิ่งมาเห่อ ตอนที่คนอื่นเลิกเห่อแล้ว"
เชอะ ก็ฉันเพิ่งได้ดูนี่น่า มันแปลกหรอที่ฉันเพิ่งจะมาบ้าตอนนี้นะ
ทีตอนนั้นพวกแกยังบ้าได้ไม่ลืมหูลืมตา มีเรื่องเมาท์ได้ไป 4-5 วัน
กะอีแค่ Princess Hours (ชั่วโมงเจ้าหญิง)
อย่างน้อยชั่วโมงนั่นก็ทำให้ฉันตาบวมได้หลายวันทีเดียว =)
 
ฮี่ฮี่ จบชั่วโมงเจ้าหญิงแล้ว ฉันก็อยากดูซอดองโยอีก แล้วก็มี มายเกิร์ล โอ้ยยังมี สปริงวอลซ์ อีกแน่ะ
แล้วฉันก็อยากดูองค์หญิงกำมะลออีก แล้วก็มี F4 อีกรอบ มานั่งคิดดูแล้ว ฉันจะได้ดูหมดมั้ยเนี่ย
ซีรี่ย์พวกนี้ทำประเทศไทยเสียดุลไปเยอะเลย พวกแกว่าป่ะ
 
จบเรื่องหนังมาพูดถึงเรื่องเที่ยวกันต่อดีกว่า
เพื่อนๆ ฉันอยากพาเพื่อนๆ ไปทริปดูหิ่งห้อย ปลูกป่าชายเลยด้วยกันจัง
ที่สมุทรสงคราม ไปกันน้า ไปกันนะ พวกแกอยากไปมั้ย
ความจริงมันมีความหมายที่เคลือบแคลงอยู่ในการจัดทริปครั้งนี้
ฉันกำลังหาที่พักที่(...)อยู่น่ะ อิอิ พวกแกต้องคิดว่าฉันประสาทอีกแล้วแน่ๆ สำหรับสิ่งที่เคลือบแคลงนี้
 
ฉันอยากจัดทริปนี้ก่อนวากับภิจะไปจัง เดี๋ยวแกก็ไปญี่ปุ่นแล้วง่ะ เรายังไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันเลยนะ
มันคงแย่น่าดู ที่จะไม่ได้เห็นแกทั้งสองไปเที่ยวกับพวกเราไปตั้ง 4 ปีแน่ะ ฮะๆๆ
และวันนั้นที่จะไปส่งพวกแก เรารู้สึกแย่ที่อาจจะไปสาย แต่ยังไงเราจะรีบกลับมาส่งแกเลยน้า ไม่ต้องเป็นห่วง
เพียงแค่ว่า ฉันอาจจะดูมอมแมมไปบ้างและหน้าคล้ำแดด ก็เท่านั้นเอง เฮอะๆๆๆ
โชคดีนะจ๊ะ เพื่อน เอาหนุ่มญี่ปุ่นกลับมาฝากด้วย คงจะดีไม่น้อย 5555
เออ วา งั้นฝากไปทักทาย โนโซมุ ให้หน่อยล่ะกัน แกจำได้ใช่ม้า เค้าอยู่เกียวโตแหละ ถ้าฉันจำไม่ผิด (ฉันจำไม่เคยผิดนี่น่า)
 
ทำไมวันนี้ฉันบ่นเรื่องของตัวเองเยอะจังเลยน้า พวกแกอ่านเบื่อแล้วยังอ่ะ ขอบ่นอีกเรื่องล่ะกันน้า
พวกแกเคยเรียนเรื่องสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานป่ะ
ที่เค้าว่าในช่วงหนึ่งสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานสถิตมีค่ามากกว่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานจลน์นะ
ฉันว่ามันจริงนะ ทฤษฎีนี้เพิ่งได้รับการพิสูจน์โดยฉันเอง
มันก็เหมือนกับที่อาจารย์เผ่าเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องคนเข็นรถ
ในช่วงที่ออกแรงเริ่มต้นเข็นนั้น เราต้องออกแรงมากเพื่อให้ชนะแรงเสียดทานสถิต
แต่พอเราเข็นไปได้แล้ว เราจะออกแรงน้อยลง เทียบกับตอนเริ่มเข็น กับพอเข็นแล้ว เราใช้แรงต่างกันมากทีเดียว
พวกแกต้องลงทุนใช้แรงมากหน่อยในตอนแรก แต่พอเราผ่านจุดเริ่มต้นนั้นมาแล้ว
มันจะรู้สึกสบายมากขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เหนื่อยแค่ตอนแรกเท่านั้นแหละ
ทฤษฎีนี้ใช้ได้กับหลายเรื่องจริงๆ นะ พวกแกน่าจะลองพิสูจน์บ้าง ฝากด้วยน้า
 
โอเค พอล่ะๆ ยาวเกินไป เดี๋ยวจะไม่ดีต่อสายตา
 
*ฝันไกล (แค่ในความรู้สึก)
 
ปล. ฉันอยากให้ชินกูนอยู่ข้างๆ จัง จริงๆ น้า ชั่วโมงเจ้าหญิงนั่นฉันอยากเป็นแค่ชินเชยองเท่านั้นแหละ
     แล้วถ้าฉันไปซื้ออัลเฟรดมาสักตัว พวกแกคิดว่าจะแทนชินกูนได้มั้ยอ่ะ =)
05 dicembre

แค่วันนี้

แค่วันนี้มีแผ่นดินให้ยืนเหยียบ มีท้องฟ้าให้แหงนหน้ามอง
มีอะไรสีเขียวๆ ให้จิตใจสดชื่น แล้วจะต้องการอะไรอีก
 
มีเสียงนกร้องขับขาน มีลำธารไหลริน มีดอกไม้ชูช่อเบ่งบาน
มีต้นหญ้าโบกไสวพริ้วลม แล้วเราจะอยากได้อะไรอีก
 
มีพระอาทิตย์ทอแสง มีก้อนเมฆลอยล่อง
มีพระจันทร์ มีดวงดาว เป็นคู่กัน
มีภูเขาตั้งตระหง่านท้าฟ้าท้าลม
มีสัตว์ตัวใหญ่ตัวน้อยคอยป้วนเปี้ยน
มีผีเสื้อที่คอยมาบินจั๊กจี๊หัวใจ
และ ที่สำคัญ มีรอยยิ้มจากใจเธอเอง
คราวนี้ เธอลองตอบมาสิ เธออยากได้อะไรอีกจ๊ะ
 
แค่วันนี้ เราไม่มี.....หรือว่า.....เราไม่คิดว่าเรามี.....
เธอลองนึกสิว่าเธอมี วาดมัน แต่งแต้มสีสันให้มัน แล้วเธอก็จะมี
 
ฉันก็ต้องวาดโลกของฉันขึ้นมาเองเช่นกัน ฉันถึงมี
ไว้เธอระบายสีเสร็จ เราก็เอาโลกของเรามารวมกันนะ
 
เธออาจมีในสิ่งที่ฉันไม่มี และฉันก็อาจมีในสิ่งที่เธอไม่มี
โลกก็จะสมบูรณ์ขึ้น เมื่อเราให้กันและกัน
ฉันให้เธอ และเธอก็ให้ฉัน
ลองนึกดูสิว่า โลกของเรา มันจะสวยงามแค่ไหน...
 
*ฝันไกล
22.30 นาฬิกา
4 ธันวาคม 2549
28 maggio

ฅนเอ๋ย...

ฅนเอ๋ย...
เจ้าคือใคร เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลก หรือ เป็นเพียงเถ้าธุลีในกองดิน
 
ฅนเอย...
จงเลือกเอาเถิด จะมีอำนาจเหนือสรรพสิ่ง หรือ จะเป็นผู้รับใช้อันต้อยต่ำของธรรมชาติ
 
หากเจ้าเลือกที่จะมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง ลองคิดดูว่าเจ้าเป็นผู้ปกครองที่ดีหรือไม่
เจ้าปฏิบัติต่อผู้ใต้ปกครองของเจ้าอย่างไร ทำลายอย่างนั้นหรือ
 
หากเจ้าเลือกที่จะเป็นผู้รับใช้ นึกย้อนดูเถิดว่าเจ้าได้ตอบแทนคุณนายของเจ้ารึยัง
ที่ผ่านมาเจ้าก็คงเป็นเพียงบ่าวที่อกตัญญูต่อนายเสมอๆ
 
ฅนเอย...
เจ้าดิ้นรน กระเสือกกระสน ปฏิวัติสังคมโลก
ตะกายขึ้นสู่ที่สูง เหยียบย่ำสิ่งอื่นใต้เท้าเจ้า
 
ฅนโง่เอ๋ย...
เจ้าจะหารู้ไหมว่า ท้ายสุดแล้ว
เจ้าก็แทบไม่เหลือค่าไว้ให้โลกใบนี้ชื่นชมเลย
 
*ฝันไกล
14.30 นาฬิกา
28 พฤษภาคม 2549
30 aprile

ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี

และแล้วเราก็ได้ทำงานเป็นเฮาส์อีกครั้ง แต่ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย
 
งานนี้ก็เป็นเทศกาลศิลปะ นิทรรศการภาพวาด ภาพถ่าย ดนตรี และการแสดงละครเวที
ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี who am i why i am here
บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองสะท้อนชีวิตที่พร้อมเบิกบาน
ของ เด็กที่มีเชื้อเอชไอวี 26 คน ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต
ประธานเปิดงาน คือ อาจารย์ จอน อึ้งภากรณ์
 
นิทรรศการก็มีรูปที่น้องๆ ทั้ง 26 คน วาดและถ่ายกันมาแสดงอยู่
ทุกภาพล้วนมีความหมาย และถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดลออ
ทุกจุด ทุกสีสัน ทุกองค์ประกอบสามารถรับรู้ได้ว่าแต่ละคนรู้สึกกันอย่างไร
เรายอมรับเลยว่าน้องเค้ามีความสามารถมาก มากกว่าเราเสียอีก
วาด และ ถ่ายได้สวยมาก บางรูปก็ถูกสร้างสรรค์อย่างง่ายๆ
แต่เมื่อมองดูแล้วกลับมีค่าสูงยิ่ง มันได้สะท้อนอะไรบางอย่างร่วมกัน
นั่นก็คือ "ความหวัง ความรัก ความเข้มแข็ง ความอดทน"
 
พอจบจากนิทรรศการรูปวาดและรูปถ่าย แล้วก็ย้ายไปในหอประชุม
ซึ่งจะมีการเล่นดนตรี และการแสดงของน้องๆ และแขกรับเชิญ
งานนี้มีอัษฎาวุธ เหลืองสุนทรเป็นพิธีกร น้ำฝน ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์
วรรณพร ฉิมบรรจง แล้วก็พี่ผู้หญิงอีกคนมาร่วมร้องเพลงกับจีวัน
ใครคือจีวัน ก่อนงานเริ่มเราก็ยังไม่รู้ แต่พอฟังเขาร้องเพลงก็พอจะรู้คร่าวๆ
ก็เป็นผู้ชายไง ผู้ชายที่ร้องเพลงและดีดกีตาร์เพราะ เป็นศิลปินที่ทำเพื่อน้องๆ จริงๆ
-----------------------------------------------------------------------------------------------
เสียงส่วนหนึ่ง เก็บมาฝาก
 
"ขอจงร่วมมือร่วมใจกัน สร้างประวัติศาสตร์ ให้โลกเปลี่ยนแปลง ให้โลกที่ไม่เข้าใจ
กลายเป็นโลกที่เข้าใจ" - เก่ง อายุ 14 ปี
"เจ็บนิดเดียวไม่ตายหรอกนะ เจ็บกี่ครั้งก็ทนไหว
ถึงยาเหม็น ยาขม เม็ดโตเท่าเหรียญห้า ก็ต้องกิน จะได้หาย จะได้แข็งแรง" - เก่งเช่นกัน
 
"ฉันเจ็บ ฉันร้องไห้ ฉันยิ้มได้ เมื่อฉันเห็น
ฉันหวังในสิ่งที่ฉันเป็น ฉันฝันเห็นสิ่งสวยงาม
ฉันพูด ฉันสบายใจ ฉันเหงา ใครจะเห็น
ฉันมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ฉันเป็น แล้วเธอเห็นฉันเป็นอย่างไร" - นิว อายุ 16 ปี
 
"พวกเราไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร ไม่ต้องการความเห็นใจ
แต่พวกเราต้องการแค่ความเข้าใจ ไม่รังเกียจพวกเรา และรักพวกเรา"
 
โรคร้าย หรือ โลกร้าย มันก็ร้ายทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายหรือโลกร้าย
แต่มันก็เป็นเพราะโรคนั่นนะแหละ ถ้าเราไม่เป็นโรคร้าย โลกก็คงไม่ร้ายกับเราแบบนี้หรอก
โรคของเรามันไม่ร้ายหรอก โลกต่างหากที่ร้ายกับเรา เขาไม่เข้าใจเรา
เขารังเกียจเรา เขาไม่ยอมรับเรา เขามองเราไร้ค่า แค่เพียงเราเป็นเด็กติดเชื้อ
ก็นั่นไม่ใช่เพราะโรคร้ายนั่นรึไง ที่โลกไม่ยอมรับเรา โรคนั่นแหละที่ร้าย ไม่ใช่โลกร้าย
โอ๊ย หยุดเถียงกันสักทีเถอะ โรคกับโลกมันก็ร้ายพอกันนั่นแหละ
--------------------------------------------------------------------------------------------------
เพลงมีความหมาย เล่นให้ฟัง
1. ฉันคือใคร ไยฉันจึงมี
    ฉันคือใคร ฉันคือใคร ฉันคือใคร ไยฉันจึงมี
    who am i who am i who am i why i am here
    เห็นฉันไหม เห็นฉันไหม เห็นฉันไหม ฉันอยู่ตรงนี้
    ได้ยินไหม ได้ยินไหม ได้ยินไหม เสียงเพลงมาจากใจ
    เด็กตัวเล็ก แก้มใสใส เหมือนปีกแมลงปอ
    เด็กตัวน้อย ตาใสใส เหมือนหยดน้ำค้างยามรุ่งอรุณ
    ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ไหลรินหลั่ง
    ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ให้แก่กัน
2. โลกสีหม่น
    โลกของฉันมีคนมากมาย ตั้งแต่เด็กถึงคนสูงวัย
    ยิ้มและยังร้องไห้ ก้าวเดินไป.......ในโลกสีหม่น
    โลกของฉันยังมีต้นไม้ ต้นน้อยน้อยถึงต้นสูงใหญ่
    ยืนต้นบ้างล้มไป เกิดและตาย.......ในโลกสีขุ่น
    *แต่โลกฉันไม่มีตะวัน ไม่มีจันทร์ ไม่มีดวงดาว
    ไม่มีไฟ แม้ให้แมลงเม่า บินหลงไป.......ในโลกสีหม่น
    โลกของฉันก็มีสัตว์อาศัย เจ้ามดแดงจนถึงช้างตัวใหญ่
    โดนกินบ้างสูญไป ดำเนินไป.......ในโลกสีเทา
    โลกของฉันไม่มีตะวัน ไม่มีจันทร์ ไม่มีดวงดาว
    โลกของฉัน ทุกวันทึมเทา โลกของเรา.......ในโลกของคุณ
------------------------------------------------------------------------------------------------
งานในหอจบก็ออกมาเล่นอีกแล้วครับท่าน เล่นกับใครนะเหรอ ทายสิ
ก็น้องเพียงดาวสุดที่รักไงล่ะ เด็กอะไรน่ารักจริง คราวนี้ไม่ได้เล่นพาวเวอร์พัฟเกิร์ลแล้ว
เล่นเเจนจูเลนเซอร์ (สำเนียงน้องเพียง พี่อุ้มฟังออกแบบนี้อ่ะ) เล่นเป็นปีศาจ มีอัศวิน
มีดาบ มีคฑารูปดาว มีนางฟ้า นางฟ้ามาปราบปีศาจ ปีศาจต้องไปหลบก่อน
พอจะแพ้ปีศาจต้องล้ม และต้องกลิ้งหลุนๆๆๆ ตกเขาไป
น้องเพียงจ๋า พี่อุ้มจะเป็นลม คราวหน้าพี่ขอเล่นหม้อข้าวหม้อแกงนะค่ะ ดีต่อสุขภาพหน่อย
 
งานนี้เจอพี่เก่าเยอะชะมัด พี่กั๊กเนี่ยเปลี่ยนไปสุดยอด จำแทบไม่ได้
พี่บอยก็มาตอนหลังๆ พี่แอนดัดผมมา เช้งมาก
พี่ภาษที่เคยมาทำเวิร์กช้อปละครให้ พร้อมทั้งจัดกระบวนการเมื่อครั้งใบไม้ร่วง
แต่ไม่ได้เข้าไปคุยด้วย เห็นยุ่งๆ อยู่
 
งานนี้มีคนแอบเข้าใจผิด และข้องใจ งงมาก คิดได้ยังไง
ขำดี เหอ ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ฉันคงต้องเสียใจไปอีก 100 ชาติแน่ ให้ตายเถอะ
 
ปล. สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถชมนิทรรศการนี้ได้ที่ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต
ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 พฤษภาคมนี้เท่านั้นน้า
 
*ฝันบนหนทางที่แสนยาวไกล
 
"You may say I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will be as one"
03 marzo

ความทรงจำของลี่กั๊กและเพื่อนๆ

ในช่วงเทศกาล ครอบครัวของน้องลี่กั๊กได้พากันไปเที่ยวที่ต่างจังหวัด
น้องลี่กั๊กมีความสุขมาก เพราะจะได้ไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป
ลืมบอกว่าน้องลี่กั๊กพาญาติของเธอ(น้องลักกี้)ไปเที่ยวด้วย
เมื่อถึงปลายทาง แม่ของน้องลี่กั๊กได้พาไปพักที่บ้านเพื่อนของเธอ
 
เมื่อลี่กั๊ก และ ลักกี้ได้เห็นบ้านชั่วคราวหลังนี้ พวกเธอทั้งสองคนก็พบมิตรภาพใหม่ทันที
ในครอบครัวเพื่อนแม่เธอนี้ ลูกเล็กเด็กแดงเต็มไปหมด เรียกกันได้ว่าพวกญาติเยอะ อิอิ
ตอนแรก ลี่กั๊กและลักกี้ก็ยังไม่ค่อยกล้าจะเข้าไปทักทายเพื่อนใหม่สักเท่าไหร่
แต่ด้วยความที่เป็นเด็กของทุกคน ทำให้ลี่กั๊กและลักกี้ได้ร่วมสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ได้ในเวลาต่อมา
 
เพื่อนใหม่เหล่านี้ก็อายุร่นราวคราวเดียวกับลี่กั๊กและลักกี้ ก็มีอายุน้อยกว่าบ้าง
แต่พวกเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าอายุเป็นอุปสรรคต่อการเล่นสนุกแบบเด็กๆ
ทุกคนมีความสุขกับมิตรภาพใหม่นี้จนลืมนึกถึงวันที่ต้องจากกัน
วันสุดท้ายที่ลี่กั๊กและลักกี้ต้องกลับบ้าน ลี่กั๊กไม่อยากกลับเลยสักนิดเดียว
เธอชอบเพื่อนๆ ที่นี่มาก แต่ก็ต้องกลับด้วยจำใจ
 
2 ปีผ่านไป [ต่างคนก็ต่างไปเติบโตในทางของตนเอง]
และด้วยความที่ลี่กั๊กเป็นเด็กที่รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
ทำให้ลี่กั๊กลืมเหตุการณ์เมื่อไปเที่ยวครั้งนั้นไป แต่สวรรค์ก็ทำให้เธอนึกถึงมิตรภาพเหล่านี้อีก
เมื่อครอบครัวของเธอได้ตัดสินใจกลับไปเที่ยวที่เดิมกับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
 
เมื่อถึงบ้านเก่า เธอใช้คำว่าบ้านเก่า เพราะมันให้ความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครจำเธอได้ ไม่มีใครทักเธอเลยแม้แต่คนเดียว
ลี่กั๊กรู้สึกเสียใจ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอคิดว่า หากเธอพูดถึงเรื่องเก่าๆ ที่พวกเขาเคยทำด้วยกัน
เพื่อนๆ ของเธอจะจำเธอได้ และความทรงจำครั้งเก่าได้
 
แผนของเธอได้ผล ทุกคนจำกันได้อีกครั้ง และครั้งนี้ลี่กั๊กมีความสุขและสนุกมากยิ่งขึ้น
ลี่กั๊กรู้สึกว่าเธอหลงรักที่นี่เข้าเสียแล้ว มิตรภาพที่นี่ช่างสดใสนัก
พวกเขาได้เล่นกันตามประสาเด็กบ้านนอก เดินไปตามทุ่ง เล่นไล่จับ ขว้างหินไปตามพื้นน้ำแบบ 3 ตลบ
(คือขว้างไปแล้ว มันไม่จมในครั้งแรก แต่กระโดดไปอีก 2 ครั้ง แล้วค่อยจม)
เด็ดลูกไม้กินจากต้น ซ่อนแอบ เล่นบอลลูน บันดาลเจ้าชู้ (การละเล่นสมัยเก่าๆ)
 
แต่ความสุขก็อยู่กับเธอไม่นาน วันรุ่งขึ้น ก็ต้องกลับบ้านอีกแล้ว
ลี่กั๊กหน้ามุ่ย เธอเศร้า ไม่อยากกลับบ้าน
กึก...เธอคิดอะไรได้บางอย่าง รีบชวนลักกี้มาทำด้วยกัน
การลาจากของเธอครั้งนี้ เธอไม่ได้กลับไปเฉยๆ แต่เธอทิ้งความฝันของเธอไว้หนึ่งอย่าง
ความฝันที่เธอและลักกี้จะได้กลับมาที่นี่อีก มาเล่นด้วยกันอีก
เธอกับลักกี้เขียนจดหมายลาเพื่อนๆ ติดไว้ที่แม่เหล็กตู้เย็น
ปล่อยมันไว้ให้เพื่อนๆ ของเธอขึ้นมาเจอเอง (นี่เค้าเรียกว่าเซอร์ไพรส์รึป่าวนะ)
มันคงจะใช่ เพราะลี่กั๊กเค้าตั้งใจอย่างนั้นนี่หน่า
 
8 เดือนผ่านไป [ทุกคนก็มีวิถีทางเติบโตของตัวเอง]
ถึงช่วงเทศกาลอีกครั้ง ลี่กั๊กไม่รีรอที่จะใช้โอกาสนี้กลับไปเที่ยวที่นั่นอีก
ทุกคนยินดีที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง และใช้ช่วงเวลาวันหยุดเล่นสนุกด้วยกันอีก
เวลาผ่านไปเร็ว และเธอก็ต้องกลับบ้าน
3 ครั้งแล้วสินะที่ลี่กั๊กได้มีความสุขแบบนี้กับเพื่อน
ทุกครั้งที่มันสิ้นสุด ลี่กั๊กรู้สึกเจ็บแปลบทุกที เมื่อคิดว่าจะไม่ได้สนุกแบบนี้อีก
ยิ่งเวลาผ่านไป ความผูกพันของลี่กั๊กกับที่นี่ยิ่งสานกันแน่นเหนียว
 
ไม่ทันพ้นครึ่งปี [ทุกคนต่างเติบโตขึ้น เติบโตขึ้น]
ลี่กั๊กกลับไปที่นั่นอีกครั้ง หวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่ได้ร่วมทำด้วยกัน
เกือบ 4 ปีแล้ว ที่ลี่กั๊กและเพื่อนๆ ได้รู้จักกัน
มันเป็นช่วงเวลาที่น่ารักมากของลี่กั๊ก ความสุขที่ได้จากการให้และการแบ่งปันกับเพื่อนๆ
ทำให้ลี่กั๊กรักทุกคนมาก รักในมิตรภาพของเธอและเพื่อน
และเธอก็หวังให้มิตรภาพนี้อยู่คู่เธอตลอดไป
 
ครอบครัวของเธอเริ่มเบื่อกับการมาเที่ยวที่นี่
ลี่กั๊กรู้ว่าหลังจากครั้งนี้แล้ว เธอคงไม่ได้มาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ อีก
ลี่กั๊กจึงตั้งใจเก็บสิ่งต่างๆ ความรู้สึกต่างๆ ที่มีให้ลึกที่สุด เพื่อมันจะได้ไม่เลือนหายไปจากความทรงจำของเธอ
มันจะคอยย้ำเตือนถึงความผูกพันที่เพื่อนมีให้กันและกัน
เธอไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน เธอจะได้มาที่นี่อีก
และเธอก็ไม่ได้คาดหวังให้เพื่อนๆ คิดถึงเธอเสมอ
 
ต่างคนก็โตขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น พบเจอสิ่งต่างๆ มากขึ้น
เธอไม่รู้ว่าเมื่อถึงครั้งนั้นที่เธอกลับไปอีก อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง
เธอรู้แค่ วันนี้ เธอยังรัก และรู้สึกดีดีกับเรื่องราวที่ผ่านมาอยู่
เธอรู้แค่ วันนี้ ความฝันเมื่อครั้งก่อนยังเจริญงอกงาม รอการผลิดอก แตกใบเมื่อโดนฝนแรกของปี
เธอรู้แค่ วันนี้ เธอคิดถึงพวกเขามาก มากเป็นพิเศษ
และ เธอก็รู้แค่ วันนี้ เธอคงได้แต่คิดถึงพวกเขาเท่านั้น...
 
*ฝันไกล (รอฝนแรกของปีอยู่ค่ะ - น้องลี่กั๊กแอบกระซิบบอกผู้เขียนอยู่ในใจ)
29 gennaio

ความใฝ่ฝันแสนงาม : สานฝันตี้กรรมาชน

   "ดังสายลมที่พัดผ่านลาญป่า   พาใบไม้พลัดถิ่น
ดังสายน้ำที่ไหลรินพัดพา         นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ
   ความหวังดีที่เธอให้สังคม     ฉันชื่นชมเธอเสมอ
เพื่อพี่น้องผู้ที่ยากไร้             รวมดวงใจของเราฟันฝ่า"
 
วันที่ 28 มกราคม 2548 ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
การทำงานเป็นครั้งแรกในบทบาทของเฮาส์ หรือ แปลเป็นไทยว่า ดูแลผู้ชม
 
สำหรับงานนี้ ค่อนข้างจะฉุกละหุกหน่อย
"เจอกันที่ม.ธรรมศาสตร์ บ่าย 2 โมงตรงนะครับ ตรงเวลาด้วย"
คำพูดของพี่พีทที่ย้ำพูดซะจนทุกคนจำกันได้ขึ้นใจ
แล้วเราล่ะ เลิกเรียนยูเรก้าก็ปาไปเที่ยงครึ่ง กินข้าวอีก แวะซื้อรอตตี้บอยอีก
ดีนะที่ยิ้มกับอุ๋ย ต่อคิวอยู่แล้ว ไม่งั้นฉันคงไม่ได้ซื้อแน่ๆ
กะจะนั่งสาย 15 ไป ก็รถติดซ้า เลยรีบวิ่งไปสนามกีฬานั่ง 47 แทน
โง่ไหมล่ะ ขึ้นบีทีเอสก็ได้ แต่ลืมคิด
ลงป้ายสนามหลวง อ้าวแล้วหอประชุมใหญ่มันอยู่ตรงไหนว่ะเนี่ย
รู้อะไรมั้ย เราต้องเดินข้ามสนามหลวงเพื่อไปอีกฝั่งนะ ข้ามไปก็เจอหอประชุมเลย
งานนี้ ถึงแม้จะเหนื่อยกาย แต่อบอุ่นใจ คุ้มจริงๆ
 
พี่พีทยืนยิ้มรอรับอยู่เต็มที่ พี่แอ็คก็นั่งอยู่เป็นผีเฝ้าบันได ทักก็ไม่ยอมตอบ
ยัยเพ้นท์ก็หัวเราะ เยี่ยมจ๊ะเพื่อนรัก เพ้นท์บอกว่าไอซ์กับนกไปรอเราอีกที่นึง
ตายละว้า รีบกดโทรศัพท์ทันที แต่ไม่มีคนรับ ช่างหัวพวกแกล่ะกัน
เราเลยถือโอกาสเดินสำรวจงานก่อนซะเลย
 
ภายในหอประชุม มีนิทรรศพี่ตี้ตั้งอยู่ ขายของนิดหน่อย ก็ของพี่ตี้อ่ะแหละ
เดินไปเดินมา เจอพี่อุซะงั้น พี่อุเลยถามว่าเจอพี่ฮงยัง นั่นไง ไหนอ่ะ
เฮียแกยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมก็ทรงเดิม ตัวก็เท่าเดิม รึป่าวว้า
ทักทายพอเป็นพิธี เพราะต้องรีบเข้าไปคุยงานเรื่องการเป็นเฮาส์
 
คุยงานกันเสร็จ ก็มีเวลานิดหน่อย พอได้เถลไถลบ้าง
เรากับไอซ์เลยเดินไปดูงานฝั่งลานกำแพงประวัติศาสตร์ เห็นมันน่าสนใจดี
ก็มีนิทรรศการ ขายหนังสือ เวทีคอนเสิร์ตเล็กๆ
มีโต๊ะขายหนังสือตัวนึงแปลกกว่าโต๊ะตัวอื่น เพราะมีกลอนแปะไว้อยู่
ประเด็นเนื้อหาก็เหมือนกัน นั่นคือ คุณ ทักษิณ เหอ มันช่างน่าเห็นด้วยจริงๆ
มีหุ่นคุณทักษิณ แดกจังมึง ด้วย และรวมถึงขบวนล้อการเมืองอื่นๆ
ที่เห็นในงานบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์
 
กว่าจะได้เริ่มงานจริงๆ ก็ประมาณ 5 โมงเย็น เริ่มเข้าไปสำรวจในหอประชุม
เราได้รับมอบหมายให้เป็นเฮดโซนหลัง เลยอดอยู่ใกล้ๆ ไอซ์ แอบเศร้า
แต่ไม่เป็นไร ได้อยู่ใกล้นก กับเพ้นท์ ใครมีปัญหาบัตรซ้อนกัน ต้องมาบอกเราก่อน
แล้วเราก็ต้องวิ่งไปบอกอีพี่แอ็คอีกที แต่งานนี้ไม่มีใครมีปัญหา
การเป็นเฮดเฮาส์จึงไม่แตกต่างไปจากเฮาส์ธรรมดา
 
คนเริ่มเดินเข้าแล้ว อู้ย ตื่นเต้น ก็ไม่เคยทำนี่หน่า
"ที่นั่งเบอร์อะไรค่ะ ฑ หรอค่ะ ด้านหน้าเลยค่ะ"
"ขอดูบัตรหน่อยค่ะ พ หรอค่ะ ด้านหน้าเลยค่ะ"
เฮ้ย เราดูแลแถว ฝ พ ฟ ภ นี่หว่า ตายแล้ว
"โอ๊ะ พ หรอค่ะ เดี๋ยวก่อนค่ะ พ แถวนี้ค่ะ" แอบหัวเราะในใจ เขาคงจะงงเหมือนกัน 55
 
พอ 6 โมง ไฟก็ดับลง อู้วว ตื่นเต้นอีกแล้ว เริ่มเปิดไฟฉายกัน
กว่าคนเข้าจะเริ่มซา ก็เล่นเอาเราสับสนไปกับอักษรไทยทั้ง 44 ตัวเลยทีเดียว
เมื่อหน้าที่เฮาส์ของเราเสร็จไประดับหนึ่ง เราก็เริ่มให้ความสนใจคอนเสิร์ตบนเวทีทันที
คอนเสิร์ตวันนี้เริ่มด้วยสมาชิกที่เหลือของวงกรรมาชน ตามด้วยน้าหงา-หว่อง คาราวาน
แล้วปิดท้ายด้วย น้าหมู พงศ์เทพ กระโดนชำนาญ
----------------------
พี่ตี้ กรรมาชน เป็นนิสิตเภสัช มหิดล ที่หันเหชีวิตจากการเป็นนิสิตธรรมดา
โดยการเข้าร่วมเป็นแกนนำเดินขบวน 14 ตุลา และมีช่วงนึงที่พี่ตี้ต้องลี้ภัยเข้าป่าไป
พี่ตี้ได้เข้าไปอาศัยกับเพื่อนชาวม้ง และเมื่อพี่ตี้ออกจากป่า
พี่ตี้ก็นำลูกหลานเพื่อนชาวม้งออกมาให้การศึกษา สอนนู่นสอนนี้ให้
จนกลายเป็น โครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิด
พี่ตี้เป็นทั้งนักดนตรี นักแต่งเพลง คุณหมอ คุณครู ฯ
ที่อุทิศชีวิตตนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมตลอดมา
เพลงพลังใจข้างบนนี้ พี่ตี้ก็เป็นผู้แต่ง
และเพลงเพื่อมวลชนที่เราเคยลงไปก็เป็นผลงานของวงกรรมาชนเช่นกัน
ลืมบอกไปว่า กรรมาชน เป็นคำสมาสแบบสนธิ
นั่นคือ กรรมกร + ปัญญาชน = กรรมาชน
----------------------
วันนี้พี่ตี้จากพวกเราไปแล้ว มีสมาชิกกรรมาชนผู้หนึ่งกล่าวว่า
"ตี้คงจะไปรอตั้งวงอยู่ฝั่งนู้นเสียแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่กันคนละฝั่ง"
ถึงแม้จะแทรกด้วยอารมณ์ขัน แต่ก็กระทบความรู้สึกภายในไม่น้อย
ทุกคนในงานนี้ยังคงรักและอาลัยพี่ตี้อยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ดังเนื้อเพลงด้านบน
 
ฟังเพลงไป น้ำตาตกไป ไม่รู้ซึ้งพี่ตี้ ซึ้งเนื้อเพลง ซึ้งความรู้สึกภายใน อย่างไรก็ไม่ทราบ
เพลงบางเพลง ก็ยอมรับว่าฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็พยายามแล้ว
แต่ทุกเพลงให้ความรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นคือ อุดมการณ์ อุดมคติอันแรงกล้า
 
พอตกดึก แอบออกมาด้านนอก มากินข้าว เลยถือโอกาสเล่นกับน้องเพียงซะเลย
ต้องแปลงร่างเป็นพาวเวอร์พัฟ เกิร์ลชั่วคราว วิ่งตามน้องเพียงไปเรื่อย
สนุกๆ แต่เหนื่อยเหมือนกัน สังขารมันคนละรุ่น 55
รักน้องเพียงมากๆ เพียงดาวจ๋า พี่อุ้มรักเพียงดาวนะ
(ไว้พี่อุ้มจะเข้าไปเล่นกับน้องเพียงที่ดินสอสีทุกวันนะค่ะ)
 
เข้ามาในหออีกครั้ง ก็ฟังน้าหมูสอนต่อ
หลังเล่นเพลง ลิงทะโมน จบ น้าหมูก็เล่าเรื่องลิงที่ศรีลังกาให้ฟัง
เค้าว่า ก่อนที่จะเกิดซึนามิอ่ะ ลิงที่อยู่ตามบ้านเรือนก็สะดุ้งพร้อมๆ กัน
วิ่งหนีขึ้นไปบนเขา คนที่เชื่อลิงก็วิ่งตามขึ้นไป รอดตายอยู่บนเขา
เค้าว่าสัตว์มันมีสัมผัสที่ 6 แล้วก็บอกว่า คนเราก็มีสัมผัสที่ 6 เช่นกัน
มีมากกว่าสัตว์เสียอีก แต่กว่า 100 ปีที่ผ่านมา เราเลือกที่จะทำลายสัมผัสที่ 6 ของเรา
โดยการทำลายธรรมชาติ โหยๆ ฟังแล้ว ซึ้งครับท่าน
แล้วก็พูดถึงระบบทุนนิยม พูดถึงสังคมที่ว่า ทุกวันนี้สังคมเราไม่มีชีวิต
ทุกคนคิดถึงแต่ตนเอง วันนี้เราก็ได้อะไรเยอะเหมือนกัน
 
"ขอให้ทุกคนซึบซับพลังใจในวันนี้ไว้เป็นพลังใจในการต่อสู้เพื่อสังคมของเราต่อไป"
แล้วน้าหมูก็ปิดงานด้วยเพลงพลังใจอีกครั้ง
พอคนออกจากหอประชุมหมด การเป็นเฮาส์เริ่มทำหน้าที่อีกครั้ง
เราก็สอดส่ายสายตาเก็บกวาดเศษขยะที่ท่านผู้ชมทิ้งเอาไว้
แล้วก็ออกมาเล่นข้างนอก ถ่ายรูปกันในหมู่เฮาส์
 
ได้คุยกับพี่พีทต่ออีกนิดหน่อย "พี่รู้แล้ว ว่าทำไมอุ้มถึงดูแปลกไป ไอ้อุ้มไปทำอะไรมาว้า ดูแปลกๆ"
"พี่นี่ไม่มีเซ้นส์เรื่องผู้หญิงเอาซะเลย" ขำพี่พีทมากๆ มาทักเรา แต่ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรมา
อยากรู้จังว่า ไอ้ที่บอกว่ามีคนบอกมาเนี่ย ใคร พี่คนไหนน้า
 
แล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน ฝั่งสนามหลวงก็เริ่มจุดพลุต้อนรับวันปีใหม่ในเทศกาลตรุษจีน
เรากับไอซ์ที่รัก เลยกอดคอดูพลุด้วยกัน อยากบอกว่าบรรยากาศดีมากๆ เลย
สวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ แล้วจึงกลับบ้านพร้อมที่รักไอซ์ พี่ฮง และญาติพี่ฮง
ขณะนั้นเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว เรากลับถึงบ้านก็เที่ยงคืนพอดี
วันนี้จึงเป็นวันที่เรากลับบ้านดึกที่สุดตั้งแต่เกิดมา ไม่นับวันที่ไปเที่ยวกับพ่อแม่
ขอบคุณพี่ฮงมากๆ นะค่ะ อุตส่าห์มาส่งอุ้มถึงบ้านเลย
 
รีบอาบน้ำและสวัสดีที่นอนที่รักทันที แต่ก่อนที่จะนอน
เราก็ทบทวนงานวันนี้ใหม่ ทุกเรื่องที่ได้รับรู้ และเรียนรู้ทำให้น้ำตาไหลอีกครั้ง
และก็หลับอย่างมีความสุข และเศร้าๆ ไปพร้อมๆ กัน
 
*ฝันไกล และแล้ว ฝันหนึ่งของฉันก็จางไป แต่ยอมรับว่ามันยังเหลือควันอยู่นะ
15 ottobre

14 ตุลา : บทเห่กล่อมของประชาธิปไตย

   *ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน       ติดปีกบินไปให้ไกลไกลแสนไกล
จะขอเป็นนกพิราบขาว                เพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี
    ถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆบนนภา      จะนำพาความร่มเย็นสู่ท้องนา
หากฉันเกิดเป็นเม็ดทราย              จะถมกายเป็นทางเพื่อมวลชน
   ชีวา ยอมพลีให้ มวลชนที่ทุกข์ทน     ขอพลีตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง*
 
"ต้องการรัฐธรรมนูญ เป็นขบถหรือ?"
 
วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขบวนนักศึกษากว่า 500,000 คน รวมตัวกันเคลื่อนขบวน
ไปตามถนนราชดำเนินเพื่อเรียกร้องบางสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย
 
14 ตุลา วันนี้ ช่างแตกต่างจาก 14 ตุลาของปีที่แล้วมากเหลือเกิน
14 ตุลาปีที่แล้วรึ นอนอยู่บ้าน เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ แต่ 14 ตุลาปีนี้ มันไม่ใช่...
 
ถ้าให้พูดถึงคนรุ่นใหม่ในตอนนี้นั้น น้อยคนนักที่จะมาสนใจเรื่องราวเดือนตุลา
หนึ่งเพราะมันผ่านมานานแล้ว และสองพวกเขามีสิ่งที่คิดว่าน่าสนใจมากกว่า
และเกือบทุกคนเลือกที่จะรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านตัวหนังสือจากแบบเรียน
แทนการค้นคว้าหาคำตอบที่แท้จริงของความจริงที่เริ่มเลือนราง
 
14 ตุลาปีนี้ เริ่มด้วยความชุ่มฉ่ำอย่างแรง
 
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว (ปากซอยศาลเจ้าพ่อเสือ ติดกับกองสลาก
ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลยสนามหลวงมาหน่อย)
ใครไม่รู้จัก ไว้ถามนอกรอบ บางคนอาจถามว่า อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีด้วยหรอ
 
คนเยอะมากๆๆๆ เรียกได้ว่าจากทุกชนชั้น ทุกสังคมก็ว่าได้
มีตั้งแต่นักวิชาการ ไปจนถึงแรงงานชั้นกรรมากร
บรรยากาศของอนุสรณ์ในตอนนี้ช่างแตกต่างไปจากที่เราเคยเห็น
เพราะ ครั้งไหนที่เราไปอนุสรณ์ ก็เรียกได้ว่าแทบร้าง
 
ในงานรำลึกถึงวีรชน 14 ตุลานี้มีกิจกรรมมากมาย
ทั้งนิทรรศการ อภิปราย ปาฐกถา ฉายหนัง ฟังเพลง
น่าเสียดายที่เราไม่ได้ไปในฐานะคนทำงาน เป็นได้แค่คนชมงาน
จึงรู้สึกเหมือนมาเกะกะคนอื่นอยู่ไม่น้อย
 
เดินอ่านนิทรรศไปเรื่อยๆ ฟังเสียงอภิปรายเป็นระยะๆ
เสียงเพลงแทรกขึ้นมาเป็นช่วงๆ เดินไปซื้อหนังสือ ได้มา 3 เล่มแถมซีดีอีกแผ่น
ในราคาเพียง 70 บาท ของแถมตรึม เพราะเพื่อนเป็นคนขาย 55 อันนี้ไม่เกี่ยว
ยังไงปีหน้าขอลงเป็นคนทำงานได้ไหม ไม่อยากไปเดินแกร่ว
 
เราก็อยากให้ทุกคนหันกลับมามองจุดนี้ใหม่อีกครั้ง
อยากให้ทุกคนได้มีส่วนรับรู้กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ปล่อยเป็นเรื่องของคนแก่
เพราะ เราต้องเป็นผู้ก้าวเดินต่อนะ ไม่ใช่พ่อแม่พวกเรา
 
สุดท้ายนี้ อย่าให้เหตุการณ์เดือนตุลาเป็นแค่การนองเลือดฟรีๆ
แต่ร่วมกันรักษาประชาธิปไตยของเราให้ยั่งยืน
ซึ่งตอนนี้ มันจะยั่งยืนแค่ไหน ก็อยู่ที่มือพวกเราทุกคน
ไม่ใช่อยู่ที่กลุ่มนักธุรกิจในคราบนักบริหารที่เรียกว่ารัฐบาลฝ่ายเดียว
 
แล้วก็ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่แค่ไปเลือกตั้งเท่านั้น
พวกเรามีพลังมากกว่านั้นในการที่จะสรรสร้างสังคมให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข
จงใช้พลังของพวกเราให้เป็นประโยชน์แก่สังคม
 
*ฝันไกล แต่ใกล้เพียงเอื้อมมือ
 
ปล. มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ด้วยอ่า ยังไงใครเห็นเราออกทีวีบอกด้วยเน้อ
08 ottobre

เรื่องเล็กๆ ริมทาง

เสียงหมาเห่าอย่างบ้าคลั่ง
ไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่ายไปมา
คนหลายคนตะโกนพร้อมๆ กัน
ทุกอย่างก็สิ้นสุดลงพร้อมกับเสียงดัง
"ปั้ง........"
 
มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งชนกับตู้อาหารของร้านค้าริมถนน
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ฉันกำลังเดินกลับบ้าน
จากน้ำเสียงของแม่ค้าเจ้าของร้านก็พอจะรู้ว่า
เธอนั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ยิ่งได้เห็นท่าทีที่งุ่มง่ามของคนขับ ก็รู้ว่าเขาก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่าแม่ค้าคนนั้นเลย
 
ฉันเฝ้าดูเขาจัดการกับรถมอเตอร์ไซค์
ทันทีที่เขาจัดการเสร็จ เขาก็หันไปมองต้นเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้
เขาไม่พูดจาโวยวายเหมือนคนทั่วไป ไม่มีการแสดงออกที่บ่งบอกว่ากำลังฉุน
แต่สิ่งที่เขาทำก็เป็นสิ่งที่ต่ำช้าที่มนุษย์จะทำกับสัตว์เดรัจฉานตัวเล็กๆ
 
เขาเดินอย่างมาดหมายว่าจะไปเตะสุนัขเจ้ากรรมให้สาสมกับที่มัน
ทำให้เขาเสียทั้งอารมณ์ เสียทั้งเวลา
เขาเดินไปจนเลยฟุตบาทออกไปแล้วก็เตะมัน
แต่เขาพลาดเป้า หมามันวิ่งหลบไปได้ทัน
หลบออกไปในถนน ซึ่งฉิวเฉียดกับรถที่วิ่งมาเหลือเกิน
ถ้าเขาไล่มันไปไกลกว่านี้ ถ้าเขาเตะมันโดน
ถ้า....
 
ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย
รู้ว่าเดือดร้อน รู้ว่าโมโห
แต่ทำแบบนี้มันสมควรรึเปล่า
อ่อ...ลืมไป
มันก็เป็นแค่สัตว์ตัวนึง
เท่านั้นเอง
 
*ฝันไกลๆ (แต่ไกลไปรึเปล่า) 
26 settembre

ไม่มีคำว่าสาย หากจะเริ่มต้น...

นับเป็นครั้งที่ 2 ที่เราเขียนบล็อก

ตอนนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกีฬาสี กับเรียน
 
การไปค่ายนั้น น่าสนุก เพราะ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย
แต่มันจะวุ่นไปเลย ถ้าเราติดเรียนพิเศษ
ยิ่งถ้าเป็นวิชาที่เราตก หรือเฉียดตก ด้วยแล้ว
ไม่ต้องพูดเลย (เอ๊ะ! ได้ข่าวว่า ตอนนี้ เราก็พูดอยู่นี่หว่า ฮะ ฮะ)
 
ช่วงชีวิตที่เราผ่านมานั้น คนหลายคนผ่านเข้ามาในความทรงจำ
ส่วนมากก็ผ่านไป อย่างเช่น คนบนถนนที่เดินผ่านกัน บนรถเมล์ (อันหลังนี่อย่างเยอะ)
ก็มีส่วนน้อยนี่แหละ ที่มันชอบรังควานเรา เกาะความทรงจำของเราแจ
ถามตัวเองว่าชอบไหม ก็ชอบนะ ยิ่งจำได้มากเท่าไหร่ ผูกพันมากแค่ไหน
ความทรงจำดีๆ นี่แหละ เป็นกำลังใจให้เราในยามหดหู่ หมองหม่น ได้ดีทีเดียว
 
เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้านัก
กล้องดิจิตอลหรอ จุได้ เป็น ร้อย เมก
ความคมชัดล่ะ เป็นล้าน ล้าน พิกเซล
แต่ เราว่า กล้องที่มันใช้ถ่ายภาพความทรงจำของเราได้ดีที่สุดนะ
ก็คือ หัวใจ ของพวกเราต่างหากล่ะ
 
*ขออนุญาตคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ปรับเปลี่ยนคำพูดบางคำนะ
เพื่อทำให้มันดูคมคาย บาดใจได้ลึกยิ่งขั้น 555
 
อันนี้ คือ ภาคออริจินัล "Memory Cardที่ดีที่สุดก้อคือสมองของเราเอง"
เมื่อครั้งที่เมมจูนพัง งานวันเกิดโบว์กับป้ออ่า
 
พอล่ะๆ ไว้ค่อยเขียนใหม่ล่ะกัน
 
*ฝันไกลๆ
 

Meteo

Caricamento in corso...

Windows Media Player